ไล่ออกจากบ้าน — ตอนที่ 1
แม่ผัวไล่ลูกสะใภ้ท้อง 7 เดือนออกจากบ้าน แต่คนที่รออยู่หน้าประตูบ้าน ไม่มีใครในบ้านหลังนั้นรู้จัก
คำว่า “คุณหนู” ยังลอยค้างอยู่ในอากาศ
คุณหญิงวรรณายืนอยู่กลางโถงบ้านของตัวเอง มือข้างหนึ่งยังชี้ไปทางประตู นิ้วนั้นชี้ค้างอยู่อย่างนั้นจนเมื่อย แต่เธอลืมเอาลง
ข้างนอกประตู รถเบนซ์สีดำปิดประตูหลังลงเบา ๆ
ไม่มีเสียงกระแทก ไม่มีการเร่งเครื่อง รถค่อย ๆ เคลื่อนออกจากหน้าบ้านอย่างช้า ๆ เหมือนคนที่ไม่มีอะไรต้องรีบ เพราะได้สิ่งที่มาเอาไปครบแล้ว
คนรับใช้สองคนยังยืนอยู่ริมกำแพง ไม่มีใครกล้าขยับ
บนพื้นกระเบื้องตรงกลางโถง มีกระเป๋าเดินทางใบเดียววางนอนตะแคงอยู่ กระเป๋าใบที่คุณหญิงวรรณาเตะไปเอง
ลูกสะใภ้ของเธอไม่ได้หยิบมันไปด้วยซ้ำ
ย้อนกลับไป 47 นาทีก่อนหน้านั้น
ปรางยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังนั้น มือขวากอดท้องไว้ตามปกติ มือซ้ายอยู่ในกระเป๋าเสื้อคลุมท้อง
ในกระเป๋ามีโทรศัพท์เครื่องหนึ่ง
เธอกดปุ่มอัดเสียงก่อนกดกริ่ง
ไม่ใช่เพราะเธอกลัว และไม่ใช่เพราะเธอเดาได้ว่าวันนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น เธอทำแบบนี้ทุกครั้งที่เข้าบ้านหลังนี้ ตลอด 11 เดือนที่ผ่านมา
วันนี้เป็นวันที่ 334
คุณหญิงวรรณาเปิดประตูเอง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ปกติแล้วคนเปิดประตูคือป้าสมจิตร แม่บ้านที่อยู่กับบ้านหลังนี้มายี่สิบกว่าปี
วันนี้ป้าสมจิตรยืนอยู่ริมกำแพง ก้มหน้า
ปรางรู้ทันทีว่าวันนี้ไม่เหมือนวันอื่น
“เข้ามา” คุณหญิงวรรณาพูดสั้น ๆ แล้วเดินนำเข้าไปในโถง ไม่หันกลับมามองท้องของลูกสะใภ้แม้แต่ครั้งเดียว
ปรางเดินตามเข้าไปช้า ๆ
กลางโถงมีกระเป๋าเดินทางใบหนึ่งวางอยู่แล้ว
กระเป๋าของเธอเอง
เสียงตบที่ไม่มีใครกล้าเงยหน้ามอง
“แม่คะ” ปรางเริ่มพูด “มีอะไร…”
เธอพูดไม่จบ
แขนขวาของคุณหญิงวรรณาเหวี่ยงเข้ามา ฝ่ามือเปิดกระทบแก้มซ้ายของปราง หัวของปรางสะบัดไปทางขวา ต่างหูข้างซ้ายกระเด็นหลุดออกจากหู ตกลงพื้นกระเบื้องดังกริ๊งเล็ก ๆ แล้วกลิ้งหายไปใต้โซฟา
มือทั้งสองข้างของปรางกอดท้องไว้แน่น เธอไม่ได้ยกมือขึ้นกันเลยสักนิด
ไม่ใช่เพราะไม่ทัน
แต่เพราะถ้าจะเลือกได้แค่อย่างเดียว เธอเลือกกอดท้อง
“ออกไป” คุณหญิงวรรณาพูดเสียงเรียบ ไม่ได้ตะโกนด้วยซ้ำ “ออกไปจากบ้านนี้ ตอนนี้เลย”
โถงบ้านเงียบกริบ คนรับใช้สองคนก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม ป้าสมจิตรกำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว แต่ไม่ขยับ
ปรางค่อย ๆ หันหน้ากลับมา แก้มซ้ายเริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
“หนูทำอะไรผิดคะแม่”
กระดาษแผ่นที่ผิดวันที่
คุณหญิงวรรณาไม่ตอบ
เธอหยิบซองสีน้ำตาลจากโต๊ะข้างโซฟา แล้วโยนลงกับพื้นตรงหน้าท้องของปราง
ซองกระแทกพื้น กระดาษไหลออกมาแผ่นเดียว
ปรางก้มลงมอง
หัวกระดาษเป็นชื่อโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิท ข้างล่างเป็นผลตรวจ DNA พร้อมตารางตัวเลข และบรรทัดสรุปที่พิมพ์ตัวหนาไว้
ไม่พบความสัมพันธ์ทางสายเลือด
“ไม่ตรงกับลูกชายฉัน” คุณหญิงวรรณาพูด เสียงเริ่มมีอะไรบางอย่างปนอยู่ บางอย่างที่ฟังแล้วเหมือนความสะใจที่รอมานาน
“ท้องนี่ ลูกใครก็ไม่รู้”
ในโถงเงียบไปสามวินาทีเต็ม
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้น ไม่มีอยู่ในหัวของคุณหญิงวรรณาเลยสักนิดเดียว
ปรางไม่ได้ร้องไห้
ไม่ได้ปฏิเสธ ไม่ได้กรี๊ด ไม่ได้คุกเข่าลงกับพื้นแล้วอ้อนวอนแบบที่ คุณหญิงวรรณาซ้อมภาพไว้ในหัวมาตลอดสามวัน
ปรางแค่ก้มลง หยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมา
แล้วอ่าน
อ่านจริง ๆ ตั้งแต่บรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้าย ช้า ๆ นิ่ง ๆ เหมือนคนอ่านใบเสร็จค่าน้ำค่าไฟ
แล้วพับครึ่ง พับอีกครึ่ง เก็บใส่กระเป๋าเสื้อคลุมท้องของตัวเองอย่างเรียบร้อย
“เก็บไว้ทำไม” คุณหญิงวรรณาถาม
เป็นครั้งแรกที่เสียงของเธอไม่มั่นคง
ปรางเงยหน้าขึ้น แก้มซ้ายแดงเป็นรอยนิ้วมือชัดเจนแล้ว แต่ดวงตาเธอนิ่งมาก นิ่งจนคนที่ยืนอยู่ตรงข้ามเริ่มไม่สบายใจ
“หนูขอถามแม่อย่างเดียวค่ะ”
“อะไร”
“วันที่ที่เขาเจาะเลือดหนู” ปรางพูดเบามาก “หนูอยากรู้ว่าหนูไปโรงพยาบาลนั้นวันไหนคะ”
คุณหญิงวรรณาเปิดปาก
แล้วปิดลง
เพราะปรางไม่เคยไปโรงพยาบาลนั้น
ไม่เคยเจาะเลือด ไม่เคยเซ็นใบยินยอม ไม่เคยเหยียบเข้าไปในตึกนั้นแม้แต่ครั้งเดียว ตลอดการตั้งครรภ์ 7 เดือน เธอฝากท้องอยู่ที่เดียว และไม่ใช่ที่นั่น
และคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุดในโลก คือคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเธอตอนนี้
เพราะคนที่จ่ายเงินให้ใบนั้นออกมา ก็คือเธอเอง
รถที่จอดรออยู่ก่อนแล้ว
“ออกไป!”
คราวนี้คุณหญิงวรรณาตะโกนจริง ๆ เสียงก้องไปทั้งโถง
เธอเตะกระเป๋าเดินทางใบเดียวที่วางอยู่กลางพื้น กระเป๋าลื่นไถลไปตามกระเบื้อง ไปหยุดตรงธรณีประตูพอดี
ปรางมองกระเป๋าใบนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วไม่เก็บ
เธอลุกขึ้นยืนตรง มือขวายังกอดท้องไว้ ลูบเบา ๆ หนึ่งครั้ง เหมือนบอกใครบางคนข้างในว่าเดี๋ยวจบแล้ว
แล้วเดินผ่านคุณหญิงวรรณาไปเฉย ๆ
ไม่เร็ว ไม่ช้า ไม่หันกลับมามองแม้แต่ครั้งเดียว
ตอนเดินผ่าน ปรางพูดขึ้นประโยคเดียว เสียงเบามากจนคนรับใช้ที่ยืนอยู่ริมกำแพงไม่ได้ยิน
แต่คุณหญิงวรรณาได้ยินชัดเจน
“หนูไม่เคยขออะไรจากบ้านนี้เลยสักอย่างค่ะแม่”
แสงบ่ายตรงประตูสว่างจ้าจนมองอะไรไม่เห็นอยู่ครู่หนึ่ง
พอสายตาปรับได้ คุณหญิงวรรณาก็เห็นสิ่งที่ทำให้ขาทั้งสองข้างของเธอยึดติดอยู่กับพื้น
รถเบนซ์สีดำคันหนึ่งจอดสนิทอยู่หน้าประตูบ้าน
ไม่ใช่แท็กซี่
ไม่ใช่รถญาติที่โทรตามมารับตอนโดนไล่
ไม่ใช่รถที่เพิ่งมาถึง
มันจอดอยู่ตรงนั้น เครื่องยังติดอยู่ ประตูหลังเปิดรออยู่แล้ว กระจกมืดสนิททั้งคัน มองเข้าไปข้างในไม่เห็นอะไรเลย
มันจอดรออยู่ตรงนั้นมาก่อนที่เรื่องทั้งหมดนี้จะเริ่มขึ้นด้วยซ้ำ
ชายในชุดสูทดำยืนอยู่ข้างประตูรถ
เขาก้มตัวลงต่ำ ต่ำมาก ต่ำแบบที่คนก้มให้เจ้านายเท่านั้น
“ท่านประธานรออยู่ในรถแล้วครับ คุณหนู”
47 นาที 12 วินาที
ในรถเย็นมาก
ปรางนั่งลงบนเบาะหลัง ประตูปิดลงเบา ๆ เสียงจากข้างนอกหายไปหมดในทันที เหมือนบ้านหลังนั้นถูกตัดออกไปจากชีวิตเธอด้วยเสียงคลิกเดียว
เธอไม่ได้ร้องไห้ตอนถูกตบ
แต่ตอนนั่งลงบนเบาะหนัง มือเธอสั่น
ปรางล้วงมือเข้ากระเป๋าเสื้อคลุมท้อง
ไม่ใช่หยิบกระดาษแผ่นนั้น
เธอหยิบโทรศัพท์ออกมา หน้าจอยังสว่างอยู่ แอปอัดเสียงยังทำงานอยู่ ตัวเลขบนหน้าจอยังวิ่งไปเรื่อย ๆ
47:12
47:13
47:14
ปรางกดหยุด
แล้วนั่งมองหน้าจอนั้นอยู่นาน จนแก้มซ้ายเริ่มบวมขึ้นจริง ๆ
คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่ได้พูดอะไรเลยตั้งแต่เธอขึ้นรถ
เขาเป็นชายวัยหกสิบต้น ๆ ผมขาวเกือบหมด ใส่สูทสีเทาเข้ม มือข้างหนึ่งวางอยู่บนไม้เท้าหัวเงิน อีกข้างวางบนตัก
เขาไม่ได้ถามว่าเป็นอะไรมา
เขาไม่ต้องถาม เพราะเขาเห็นรอยนิ้วมือบนแก้มซ้ายของเธอตั้งแต่ตอนเธอเดินออกมาจากประตูบ้านแล้ว
รถเคลื่อนออกจากหน้าบ้านช้า ๆ
ผ่านไปสองนาที ปรางถึงพูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“ได้ครบแล้วค่ะพ่อ”
ชายชราหันมามองเธอ
แล้วยื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“แก้มบวมแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ “ไปโรงพยาบาลก่อน”
“หนูไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่ได้ให้ไปรักษา” ชายชราพูด “ไปให้หมอออกใบรับรองแพทย์”
ปรางเงียบไปครู่หนึ่ง
แล้วพยักหน้า
รถวิ่งผ่านสี่แยกไฟแดง ข้างนอกฝนเริ่มตกลงมาเบา ๆ
ชายชรามองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ได้มองอะไรเป็นพิเศษ
“ฝนตกเหมือนคืนนั้นเลย” เขาพูดขึ้นลอย ๆ
ปรางหันไปมองเขา
เธอรู้ว่าเขาหมายถึงคืนไหน
เธอรู้มาตลอด 26 ปี
คืนฝนตกเมื่อ 26 ปีก่อน
บ้านหลังนั้นเคยมีคนรับใช้คนหนึ่ง อายุยี่สิบต้น ๆ
เธอทำงานอยู่ในบ้านหลังนั้นสามปี ขยัน เงียบ ไม่เคยขออะไร และวันหนึ่งเธอท้อง
คืนนั้นฝนตกหนักมาก
คุณหญิงวรรณาไล่เธอออกจากบ้านตอนตีหนึ่ง ไม่ให้เอาอะไรไปสักอย่าง ไม่ให้รอฝนหยุด ไม่ให้โทรหาใคร
คำสุดท้ายที่คุณหญิงวรรณาพูดกับผู้หญิงคนนั้น คือประโยคเดียวกันเป๊ะ
“ท้องนี่ ลูกใครก็ไม่รู้”
ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากบ้านหลังนั้นไปกลางสายฝน
เธอไม่ได้กลับมาอีกเลย
แต่เด็กในท้องรอด
มีคนเก็บเด็กคนนั้นไว้ เลี้ยงจนโต ส่งเรียนจนจบ และไม่เคยบอกเด็กคนนั้นว่าเขาเป็นใคร จนกระทั่งเด็กคนนั้นอายุ 24
ตอนที่ปรางรู้ความจริงทั้งหมด เธอไม่ได้ร้องไห้
เธอถามคำถามเดียว
“บ้านหลังนั้นยังอยู่ไหมคะ”
คนที่รู้มาตลอด
ที่บ้านหลังนั้น คุณหญิงวรรณายังยืนอยู่กลางโถง
คนรับใช้เริ่มขยับได้แล้ว ป้าสมจิตรเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางที่ธรณีประตูขึ้นมา แล้วยืนถือไว้ ไม่รู้จะเอาไปไว้ตรงไหน
เสียงรถบนถนนหน้าบ้านเงียบไปนานแล้ว
คุณหญิงวรรณาก้มลงมองพื้น
ตรงจุดที่ลูกสะใภ้ของเธอยืนอยู่เมื่อครู่ มีอะไรบางอย่างวาวขึ้นมาจากใต้โซฟา
เธอเดินไปคุกเข่าลง เอื้อมมือเข้าไปหยิบ
ต่างหูข้างซ้าย
เป็นทองเก่า ลายไทยแบบที่ไม่มีร้านไหนทำแล้วในสมัยนี้ ทองสีเข้ม เนื้อไม่เหมือนทองที่ขายกันตามห้าง
คุณหญิงวรรณาถือมันไว้ในมือ
แล้วพลิกดูด้านหลัง
ตรงนั้นมีตัวอักษรสลักไว้เล็ก ๆ สองตัว
เป็นชื่อย่อ
เธอเคยเห็นชื่อย่อนี้มาก่อน
เมื่อ 26 ปีที่แล้ว บนต่างหูคู่เดียวกันนี้ ในหูของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เธอไล่ออกจากบ้านหลังนี้ไปกลางสายฝน
มือของคุณหญิงวรรณาเริ่มสั่น
เธอเงยหน้าขึ้นมองไปที่ประตูบ้านที่ยังเปิดค้างอยู่
แล้วนึกขึ้นได้ว่า ตลอด 11 เดือนที่ลูกสะใภ้คนนี้อยู่ในบ้านหลังนี้
เธอไม่เคยถามเลยสักครั้งว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของใคร
โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของคุณหญิงวรรณาดังขึ้น
เป็นเบอร์ของลูกชายเธอเอง
เธอรับสาย
และสิ่งที่ลูกชายพูดออกมาประโยคแรก ทำให้ต่างหูทองในมือเธอหล่นลงพื้นกระเบื้อง
“แม่… ผมรู้มาตั้งแต่แรกแล้วครับ”
🔥 ตอนที่ 2 กำลังจะมา
ปรางไม่ได้ถูกไล่ออกจากบ้านหลังนั้น
เธอเดินเข้าไปในบ้านหลังนั้นเอง เมื่อ 11 เดือนก่อน
แล้วสามีของเธอ… รู้เรื่องทั้งหมดมาตั้งแต่วันไหน?
คุณคิดว่า “ท่านประธาน” ในรถคันนั้นเป็นใคร?
- 1 = พ่อแท้ ๆ ของปราง
- 2 = คนที่รับปรางมาเลี้ยง
- 3 = คนที่วรรณาเคยทำร้ายไว้เมื่อ 26 ปีก่อน
พิมพ์เลขที่คุณคิดไว้ในคอมเมนต์ แล้วมาดูกันว่าใครทายถูก
อ่านตอนที่ 2 👉 [ใส่ลิงก์ตอนที่ 2]






