ความจริงที่ถูกเปิดเผยในเสี้ยววินาทีนั้น ไม่ต่างอะไรกับอสนีบาตที่ฟาดลงกลางใจของทุกคน โดยเฉพาะอลิสา… หัวหน้าคนงานผู้หยิ่งผยองที่เพิ่งตระหนักว่า รองเท้าส้นสูงและหมวกนิรภัยสีเหลืองของเธอ ไม่ได้ช่วยปกป้องเธอจากความโง่เขลาของตัวเอง บัตรทองคำประทับตราครุฑสีชาดที่วางอยู่บนบล็อกคอนกรีตเปื้อนฝุ่นตัวนั้น คือสัญลักษณ์สูงสุดของ ‘มนัสวี กรุ๊ป’ อาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และผู้หญิงในชุดคนงานซอมซ่อ มอมแมมด้วยคราบดินเปื้อนฝุ่นที่เธอเพิ่งเตะถ้วยข้าวทิ้งไปอย่างไม่ใยดีนั้น… แท้จริงแล้วคือ ‘ท่านประธานพิมพ์มาดา’ ทายาทเพียงคนเดียวที่หายตัวไปจากหน้าสื่อร่วมสามเดือน”
(เสียงลมพัดหอบเอาฝุ่นละอองฟุ้งกระจายในไซต์งาน กล้องจับภาพความเงียบสงัดที่น่ากลัว)
“ไม่มีใครคาดคิดว่า ประธานกรรมการบริหารระดับแสนล้าน จะยอมสละความสะดวกสบาย สลัดผ้าไหมราคาแพง แล้วสวมรอยเป็นคนงานรายวันเพื่อลงมาตรวจสอบ ‘ความเน่าเฟะ’ ของโครงการเมกะโปรเจกต์นี้ด้วยตัวเอง พิมพ์มาดาไม่ได้มาเพื่อจับผิดเรื่องตัวเลขในกระดาษ แต่เธอมาเพื่อดู ‘เนื้อแท้’ ของคน… ดูว่าเงินทุนมหาศาลที่เธอบริจาคและจัดสรรลงมานั้น มันถูกแปรเปลี่ยนเป็นความกดขี่ข่มเหงต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันอย่างไร และสิ่งที่เธอได้พบในวันนี้ มันก็เกินกว่าที่จินตนาการไว้มาก”
(เสียงฝีเท้าหนักแน่นของกฤษณ์ เลขาฯ ส่วนตัวในชุดสูทภูมิฐาน เดินเข้ามาประคองพิมพ์มาดาอย่างนอบน้อม)
“คำประกาศของกฤษณ์ที่ว่า ‘คุณโดนไล่ออกแล้ว!’ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้ายที่แท้จริงสำหรับอลิสา ร่างของเธอสั่นเทาจนแทบยืนไม่อยู่ หมวกนิรภัยสีเหลืองที่เคยใส่ด้วยความภาคภูมิใจบัดนี้หลุดเลื่อนลงมาบดบังใบหน้าที่ซีดเผือด ไร้สีเลือด ความหยิ่งยโสที่เคยมีมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวต่ออำนาจที่มองไม่เห็น พิมพ์มาดาค่อยๆ ยืนขึ้นอย่างสง่างาม แม้บนเสื้อผ้าจะเต็มไปด้วยรอยฝุ่นและเศษข้าว แต่รัศมีแห่งผู้นำที่แท้จริงกลับเปล่งประกายจนทำให้ไซต์ก่อสร้างอันแห้งแล้งนี้ดูเหมือนท้องพระโรงอันศักดิ์สิทธิ์”
(เสียงดนตรีบีบคั้นอารมณ์ด้วยเสียงซอและเครื่องสายที่ทวีความรุนแรง)
“สายตาของพิมพ์มาดาที่มองจ้องอลิสา ไม่ใช่สายตาของความเคียดแค้น แต่เป็นสายตาของความสมเพชและผิดหวัง… ‘เงินและตำแหน่ง ไม่ได้ทำให้คนสูงส่งขึ้นหรอกนะอลิสา… แต่มันคือวิธีที่คุณปฏิบัติต่อคนที่ไม่มีทางสู้ต่างหาก ที่บอกว่าคุณเป็นคนระดับไหน’ พิมพ์มาดากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าทรงพลังจนสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของผู้ฟังทุกคนในที่นั้น”
“อลิสาทรุดเข่าลงกับพื้นดินที่แฉะชื้น พยายามจะเอื้อมมือไปคว้าชายกางเกงเปื้อนโคลนของพิมพ์มาดาเพื่ออ้อนวอนขอความเมตตา ปากที่เคยด่าทออย่างสาดเสียเทเสียบัดนี้กลับพึมพำคำว่า ‘ขอโทษ’ ซ้ำๆ ราวกับคนเสียสติ แต่ความยุติธรรมไม่มีพื้นที่สำหรับผู้ที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้อื่นจนชินชา กฤษณ์ส่งสัญญาณให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าควบคุมตัวอลิสาออกไป ไม่ใช่แค่พ้นจากพื้นที่ก่อสร้างแห่งนี้… แต่รวมถึงการส่งตัวให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีข้อหายักยอกทรัพย์สินของโครงการ และการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งเป็นความลับที่พิมพ์มาดาแอบสืบพบตลอดสามสัปดาห์ที่ผ่านมา”
(เสียงดนตรีค่อยๆ เปลี่ยนเป็นทำนองที่ผ่อนคลายแต่เปี่ยมด้วยความหวังและมั่นคง)
“หลังจากความวุ่นวายผ่านพ้นไป ท่านประธานหญิงในคราบคนงานก้มลงเก็บพลาสติกใส่ข้าวที่บิดเบี้ยวขึ้นมาด้วยตัวเอง เธอปัดฝุ่นออกจากเมล็ดข้าวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ท่ามกลางสายตาตะลึงพรึงเพริดของคนงานคนอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ พิมพ์มาดาหันไปยิ้มให้พวกเขา ยิ้มที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและจริงใจแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นจากผู้บริหารคนไหนมาก่อน… ‘ทุกคนคะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ไซต์งานแห่งนี้จะไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ไม่มีใครต้องกินข้าวเคล้าน้ำตาอีกต่อไป มนัสวี กรุ๊ป จะดูแลพวกคุณทุกคนให้สมกับเป็นมนุษย์’ “
“เสียงปรบมือค่อยๆ ดังขึ้นจากมุมหนึ่ง ก่อนจะแผ่ขยายกลายเป็นเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีทั่วทั้งไซต์ก่อสร้างเหล็กเส้นและคอนกรีตอันเยือกเย็น บัดนี้มันได้ถูกเติมเต็มด้วยไออุ่นของความเคารพซึ่งกันและกัน… บทเรียนในวันนี้ได้จารึกไว้ในใจของทุกคนว่า ภายใต้หมวกนิรภัยสีทองหรือเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อน ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่เปลือกนอก แต่อยู่ที่หัวใจที่รู้จักคำว่า ‘เพื่อนมนุษย์’ และสัจธรรมข้อนี้ จะถูกบอกเล่าต่อไปตราบจนตึกสูงระฟ้าแห่งนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์






